บางจากฯ จับมือ BAFS ส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF)

บางจากฯ จับมือ BAFS ส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ในกลุ่มสายการบินพันธมิตร หนุนภาคการบินมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050

นายปฏิวัติ ทิวะศะศิธร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ – โรงกลั่น กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีลงนามใน บันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน : Sustainable Aviation Fuel (SAF) โดยมีนายธรรมรัตน์ ประยูรสุข รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ (BAFS) ร่วมลงนาม เพื่อร่วมส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการบินทั้งสายการบินในประเทศและระหว่างประเทศในกลุ่มพันธมิตรเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการบิน สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการบิน สู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และส่งเสริมให้ระบบขนส่งทางอากาศของประเทศไทยมีมาตรฐานสอดคล้องตามองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) และสมาคมการบินระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) โดยมี นายนิพนธ์ เลิศทัศนีย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) และ นายจักรสนิท กฤษสอาดใจ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานบัญชีและการเงินกลุ่มบริษัท บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย

เศรษฐศาสตร์

ด้วยศักยภาพอันแข็งแกร่งของทั้ง 2 องค์กร โดยบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มีเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ในปีพ.ศ. 2573 และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปีพ.ศ. 2593 ซึ่งกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน หรือ โรงกลั่นบางจาก ให้ความสำคัญในการลงทุนในธุรกิจสีเขียว ซึ่งรวมถึง การลงทุนสร้างหน่วยผลิตน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืนจากน้ำมันใช้แล้ว หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมการบิน และ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ (BAFS) ผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ดำเนินธุรกิจด้านการบริหาร การรับ การจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแก่อากาศยาน ทำให้ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานของอุตสาหกรรมการบิน เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันอากาศแบบยั่งยืนของภูมิภาค ส่งผลดีทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับ BCG Economy Model อย่างครบวงจรต่อไป

แนะนำข่าวเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติม :  จากใจหญิงแกร่ง “จิราพร” แม่ทัพ “OR” กับแพลนชีวิตวัย “เกษียณ”

จากใจหญิงแกร่ง “จิราพร” แม่ทัพ “OR” กับแพลนชีวิตวัย “เกษียณ”

จากใจหญิงแกร่ง “จิราพร” แม่ทัพ “OR” กับแพลนชีวิตวัย “เกษียณ”

เศรษฐศาสตร์

จากใจหญิงแกร่ง “จิราพร” แม่ทัพคนแรกแห่ง “OR” กับแพลนชีวิตวัยหลัง “เกษียณ” ที่จะเริ่มต้นขึ้นวันที่ 1 ต.ค. 2565 เมื่อถึงวัยที่จะต้องเกษียณ เชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงว่างแผนชีวิตภายหลังการพักผ่อนจากการทำงาน บ้างก็เที่ยวรอบโลก บ้างก็จะใช้เวลาที่เหลืออยู่เพื่อใช้วิชีตที่เหลือได้อยู่กับครอบครัวภายหลังจากที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการทำตลาดมาค่อนชีวิต หรือแม้แต่บางคนที่นอกจากจะวางแผนชีวิตอยู่กับครอบครัวแล้ว ยังมีกลุ่มก๊วน กลุ่มเพื่อนที่แบ่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ อาทิ กลุ่มการศึกษา กลุ่มการทำงาน กลุ่มนักสังคม ยิ่งเป็นระดับผู้บริหารระดับสูงมักต้องมีการเปิดหลักสูตรระดับผู้บริหารโดยเฉพาะมาให้เลือกสรรอีกมากมาย น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและค้าปลีกจำกัด(มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า สิ่งแรกที่จะทำในวันที่ 1 ต.ค.  2565 คือ

1. การได้ตื่นนอนอย่างเป็นอิสระ เพราะตลอดชีวิตการทำงานจะต้องคิดตลอดเวลา บางครั้งเมื่อคิดงานออกแล้วก็จะสั่งงานโดยพิมพ์ข้อความไปฝากไว้กับลูกน้องทันที หากเรื่องไหนสำคัญและด่วนก็อาจจะมีการกำกับโน๊ตไว้ให้ทราบ แต่อันไหนไม่ได้จะต้องเร่งรีบก็เพียงแต่ส่งข้อความไว้กันลืม เพราะเนื่องจากมีหลายอย่างที่ต้องคิด

2. ปลูกต้นไม้ จัดสวนตามความชอบ เนื่องจากที่บ้านชอบธรรมชาติ ตลอดระยะเวลาไม่ค่อยได้มีเวลาดูแลใส่ใจในการจัดทำสวนแบบที่ฝันมากมายเท่าไหร่ ดังนั้น ปลูกต้นไม่จึงเป็นอีกข้อที่จะต้องใช้เวลาอยู่กับการดูแลใส่ใจมากเป็นพิเศษ และ

3. ออกกำลังกาย อาทิ การโยคะ เป็นต้น ส่วนจะนั่งทำงานเป็นที่ปรึกษาที่ไหนต่อหรือไม่นั้น ยังบอกไม่ได้ แต่ที่บอกได้แน่ ๆ และชัดเจนคือ ไม่รับทำงานให้กับคู่แข่งธุรกิจของกลุ่ม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT อย่างแน่ใจ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ทำงานวันแรกจนถึงปัจจุบัน ผลงานที่ทำแล้วภูมิใจมากที่สุด คือ 1. การเปลี่ยนคู่สัญญาทั้งของพลันกงานกว่า 1.5 พันคน และคู่สัญญาของสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น เป็นครั่งแรกของลูกค้าและพนักงานเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานโออาร์ หมายถึง ความน่าถือและน่าจะเชื่อใจในตัวโออาร์

2. การ IPO บนสถานการณ์โควิด-19 เกิดปัญหาเศรษฐกิจและกระทบกับปากท้อง นโยบายคนละครึ่งของรัฐบาลก็ยังไม่ แต่โออาร์นั้นประสบความสำเร็จจากการเปิด IPO

สำหรับความกังวลใจตลอดระยะเวลาทำงานที่โออาร์หรือแม้แต่ก้าวต่อไปของโออาร์นั้น ยืนยันว่าไม่มีความกังวลใด ๆ เนื่องจากการทำงานของโออาร์ทำงานเป็นทีม มีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่า ทำเพราะอะไร เพื่ออะไร และเพื่อเหตุผลอะไร ดังนั้น แม้ว่าข้างหน้าจ้องมีการเปลี่ยนแปลงและทุกคนมีทิศทางไปทางเดียวกัน ทุกคนที่เป็นซีอีโอจะต้องแบกครอบครัวของพนักงานน พาร์ทเนอร์ เพื่อพาก้าวไปอย่างยั่งยืน