ทวิตเตอร์ไหวไหม ลดคน จนไม่มีคนทำความสะอาดสำนักงาน พนักงานร้องเรียนห้องน้ำส่งกลิ่น

ความวุ่นวายหลังจาก อีลอน มัสก์ เข้ามาเป็นเจ้าของและซีอีโอทวิตเตอร์ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก็จะยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ จนถึงปี 2023

โดยต้นตอของความวุ่นวายรอบนี้คือ มัสก์ ใช้แนวทางลดงบประมาณแบบเกรี้ยวกราด ลดจำนวนพนักงานโดยเฉพาะคนทำความสะอาด พนักงานซ่อมบำรุง พนักงานไอทีซัพพอร์ต ผลที่เกิดขึ้นคือ ห้องน้ำสกปรก ส่งกลิ่นเหม็น ทิชชู่ในห้องน้ำหมดก็ไม่มีการเติม และอุปกรณ์สำนักงานก็ไม่พร้อมใช้งานด้วย

Business Insider รายงานว่าในช่วง 3 วันที่ผ่านมา พนักงานในสำนักงานทวิตเตอร์ ย่านเชลซี นครนิวยอร์ก เริ่มได้รับผลกระทบจากการลดงบ ลดคนของ มัสก์ กลิ่นจากห้องน้ำ และห้องสุขาที่อุดตัน กำลังเล็ดลอดเข้าไปในโถงทางเดินและพื้นที่ทำงาน

แต่ในขณะเดียวกัน มัสก์ ก็ยังสั่งให้ทุกคนต้องเข้าทำงานที่สำนักงาน ซึ่งเป็นนโยบายที่เขาประกาศไว้ก่อนหน้านี้

ซีอีโอทวิตเตอร์

พนักงานใช้ช่องทาง Slack แอปแชทที่คุยกันภายในองค์กร ในการร้องเรียนปัญหา ขอให้ใครสักคนในบริษัท แก้ไขสถานการณ์ห้องน้ำที่ทรุดโทรมลงแต่ก็ไม่มีใครได้รับการตอบกลับ และสุดท้ายไม่พ้นพนักงานที่ต้องนำทิชชู่มาเอง แก้ปัญหากันเอง

Business Insider ยังได้รับข้อมูลจากคนในว่า ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อีลอน มัสก์ ลดค่าใช้จ่ายมากกว่าที่พนักงานหลายคนคาดไว้ โดยอ้างว่าเพื่อช่วยบริษัท สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีหลายอย่างถูกตัดออก อาหารและของว่างฟรี มีจำนวนจำกัด แม้แต่เซิร์ฟเวอร์ข้อมูลหลัก 1 ใน 3 เซิร์ฟเวอร์ของทวิตเตอร์ในสหรัฐฯ ก็ปิดตัวลงอย่างกะทันหันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อประหยัดเงิน

การลดงบประมาณของ อีลอน ยังรวมถึงลดคนตำแหน่งไอทีซัพพอร์ต ดังนั้นพนักงานที่เหลืออยู่ก็ต้องเจอปัญหา เมื่อเกิดเหตุอุปกรณ์ขัดข้องทั่วไปอย่างการถูกล็อกเอาท์ออกจากระบบ หรือที่ชาร์จอุปกรณ์เสีย

ข้อร้องเรียนต่างๆ มีการส่งต่อกันใน Slack ด้วยหวังว่าจะมีผู้บริหารมาเห็น และแก้ไขปัญหา ก่อนหน้านี้มีข่าวลือด้วยว่า ทวิตเตอร์ค้างค่าเช่าสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโกเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ เรื่องราวไปไกลจนถึงจะถูกฟ้องร้องจากเจ้าของตึกแล้ว

อ่านข่าวเพิ่มเติม : ไบเดนลงนามร่างกฎหมายจัดสรรงบ 10 ล้านล้านหนุนเทคโนโลยีไฮเทคแข่งกับจีน

ไบเดนลงนามร่างกฎหมายจัดสรรงบ 10 ล้านล้านหนุนเทคโนโลยีไฮเทคแข่งกับจีน

ไบเดนลงนามร่างกฎหมายจัดสรรงบ 10 ล้านล้านหนุนเทคโนโลยีไฮเทคแข่งกับจีน

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในกฎหมายที่จัดสรรงบประมาณกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10 ล้านล้านบาท ให้กับการผลิตสินค้าด้านเทคโนโลยีและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ท่ามกลางความวิตกว่าสหรัฐฯ จะสูญเสียความได้เปรียบทางเทคโนโลยีให้แก่จีนกฎหมายชิปส์ และ ไซแอนซ์ (Chips and Science) มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคาร หลังผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนที่แล้ว กฎหมายดังกล่าวมีใจความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณรวม 52,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือชิป ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัย ไปจนถึงการผลิต และการยกระดับขีดความสามารถอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านบุคลากรและเทคโนโลยี โดยในพิธีลงนามมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไมครอน, อินเทล, ล็อกฮีด มาร์ติน และแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนียและอิลลินอยส์ นายกเทศมนตรีเมืองดีทรอยต์ คลีฟแลนด์ และซอลต์เลก ซิตี้ สมาชิกรัฐสภา เจ้าหน้าที่คณะรัฐมนตรี แกนนำอุตสาหกรรมยานยนต์และสหภาพแรงงาน  ทำเนียบขาวระบุว่า การผ่านร่างกฎหมายนี้ช่วยกระตุ้นให้มีการลงทุนใหม่ๆ ด้านชิป เช่น ไมครอนประกาศลงทุนผลิตชิปความจำมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.44 ล้านล้านบาท ร่างกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนชิปเรื้อรัง ที่กระทบต่อการผลิตสินค้าหลากหลายอย่างตั้งแต่ยวดยาน อาวุธ เครื่องซักผ้า ไปจนถึงวิดีโอเกม จะลดหย่อนภาษีการลงทุนร้อยละ 25 ให้แก่โรงงานผลิตชิป และจะให้ทุนวิจัย 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.2 ล้านล้านบาท เป็นเวลา 10 ปี เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับจีน ปัจจุบัน สหรัฐฯ ผลิตเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของอุปทานทั่วโลก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในสินค้าหลายประเภทตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ ลดลงจากเกือบร้อยละ 40 ในปี 1990 สมาชิกสภาสหรัฐหลายคนเผยว่า ปกติแล้วจะไม่ผ่านร่างกฎหมายที่ให้เงินอุดหนุนมหาศาลแก่ภาคธุรกิจเช่นนี้ สาเหตุที่ผ่านให้ เพราะเห็นว่าจีนและสหภาพยุโรปได้ให้มาตรการจูงใจจำนวนมากแก่บริษัทชิปของตนเอง นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศและปัญหาเรื่องห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ดีซี เผยว่า จีนคัดค้านอย่างแข็งขันต่อร่างกฎหมายนี้ เพราะทำให้นึกถึงแนวคิดการแข่งขันในสมัยสงครามเย็น.